[x] ปิดหน้าต่างนี้
   
   กลับหน้าหลัก

 

 

 

 

ประวัติ ตำบลหัวรอ

 

     ประวัติการสร้างหรือตำนานวัดเสนาสนาราม ราชวรวิหาร เดิมชื่อ "วัดเสื่อ" เป็นวัดโบราณ สร้างตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อยู่ในกำแพงหน้า หลังพระราชวังจันทรเกษม ไม่มีพระสงฆ์ตลอดสมัยอยุธยา ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่มีกล่าวไว้ในพงศาวดารว่า วัดเสื่อได้สร้างขึ้นพร้อมพระราชวังจันเกษม โดยสร้างให้เป็นวัดประจำพระราชวัง ซึ่งสร้างขึ้นตัังแต่ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงพระยศเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก ได้โปรดเกล้าฯ สร้างพระราชวังจันทรเกษมให้เป็นที่ประทับในคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงศรีอยุธยา เมื่อราวปี พ.ศ.2120 และต่อมาพระเจ้าปราสาททอง พระชนกนาถแห่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นกษัตริย์กรุุงศรีอยุธยา ซึ่งพระองค์ได้ทรงแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระที่นั่ง นารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี จึงได้โปรดเกล้าฯให้ พระอนุชาธิราช คือ พระเอกาทศรถ เป็นพระมหาอุปราช พระราชทานพระราชวังจันทรเกษมให้เป็นที่ประทับจนเป็น ธรรมเนียมว่า พระราชวังจันทรเกษมเป็นที่ประทับของ พระมหาอุปราช โดยมีวัดเสื่อเป็นวัดประจำพระราชวังตลอดมา
     ครั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงพระประชวรมีพระอาการเป็นที่น่าวิตก บรรดาข้าราชการเห็นว่าจะเสด็จสวรรคตในไม่ช้า ต่างมีความหวาดหวั่นเรื่องรัชทายาท คือ พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ ซึ่งมองเห็นภัยอันเกิดจากชาวต่างชาติ อันมีเจ้าพระยาวิชาเยนทร์จะพาทหารฝรั่งเศสบังคับข้าราชการให้อันเชิญพระปิยะ ขึ้นครองราชสมบัติ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ก็หวาดว่า ถ้าพระเพทราชาได้เป็นใหญ่คงจะคิดทำรายฝรั่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นว่าต้องทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการป้องกัน พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์จึงชิงลงมือก่อนจับพระปิยะผู้พยาบาลประจำพระองค์ไปฆ่าเสีย ทำให้พระองค์ทรงโทมนัสเป็นอย่างมากและทรงเป็นห่วงข้าราชบริพารที่จงรักภักดีในพระองค์อาจจะปลอดภัย จึงตกลงพระทัยให้ราชบุรุษไปอาราธนาพระคุณเจ้าช่วยบวชให้ข้าราชการบริพารอาจจะปลอดภัย จึงตกลงพระทัยใ้หราชบุรุษไปอารธนาพระเถรานุระมาเฝ้าแล้วตรัสว่า อาการของพระองค์งไปไม่รอด ห่วงข้าราชบริพารจะถูกฆ่าตาย ขอให้พระคุณเจ้าช่วยบวชให้ข้าราชการบริพารผู้มีความจงรักภักดีได้ปลอดภัย อยู่ภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ด้วยเถิดพระเถรานุเถระพระพรว่า ถ้ากระนั้นขอถวายนารายณ์ราชนิเวศน์ ให้เป็นวิสุงคามสีมา ณ บัดนี้ พระเถรานุเถระจึงจัดการอุปสมบทพวก ข้าราชบริพารที่จงรักภักดีให้เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาต่อกาลไม่นานก็เสด็จสวรรคตพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์เสวยราชย์ ต่อมาตามลำดับ  วัดเสื่อได้เจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษม และได้กลายเป็นวัดร้างพร้อมกับพระราชวังจันทรเกษมเหมือนกัน ในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.2310 ในสมัยราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสวยราชสมบัติทรงระลึกถึงพระนารายณ์ราชนิเวศน์แล้วไม่สบายพระทัย ทั้งพระองค์ก็ประสงค์จะให้เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานสืบไป แต่ไม่อาจถือเอาโดยพลการได้ เพราะไม่ทรงแน่พระทัยว่า พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์และหมู่พระที่นั่งอื่น ๆ นั้นพระมหากษัตริย์แต่โบราณได้พระราชทานเป็นวิสุงคามสีมาหรือไม่ ที่่สุดตกลงพระทัยทำผาติกรรม คือตอบแทนให้มีค่าควรกันตามพระวินัย โดยมีพระราชวงศ์เธอกรมหมื่นรังษีสุริยพันธ์เป็นประธานที่ประชุมสงฆ์พร้อมในถวายพระราชวังนารายณ์ราช-นิเวศและหมู่พระที่นั่งแด่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์จึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์มีมูลค่ามากกว่าพระราชวังหลายเท่าแล้ว โปรดเกล้าฯให้นำพระราชทรัพย์ทั้งหมด ไปซื้อที่ดินคือนามีเนื้อที่ 40 ไร่ 2 งาน ทรงพระราชอุทิศถวายเป็นธรณีสงฆ์เท่าจำนวนเนื้อที่บริเวณพระนารายณ์นิเวศน์แต่จะถวายสงฆ์วัดใดไม่ปรากฎ แล้วสถาปนาวัดสำคัญที่ทรุดโทรม 3 วัด เพื่อเป็นผาติกรรม โดยมีพระประสงค์จะให้เป็นที่อยู่ของพระรามัญวัดหนึ่ง เป็นที่อยู่วัดมหานิกายวัดหนึ่ง และเป็นที่อยู่ของวัดธรรมยุตวัดหนึ่ง คือ
1. ปฏิสังขรณ์วัดขวิด ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ารามัญนิกายพระราชทานนามว่า "วัดกวิศราราม"
2. ปฏิิสังขรณ์วัดชุมพลนิกายาราม ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ายมหานิกาย
3. ปฏิสังขรณ์วัดเสื่อ ซึ่งร้างอยู่ท้ายพระราชวังจันเกษม ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถวายเป็นพระอารามหลวงฝ่ายธรรมยุติกาย พระราชทานนนามใหม่ว่า "วัดเสนาสนารามราชวรวิหาร" เรียกสั้น ๆ ว่า "วันเสนาสน์" คล้อยตามนามเก่าที่ว่า "วัดเสื่อ" ในปี พ.ศ.2506 สิ้นพระราชทรัพย์ 300 ชั่งเศษแล้วจึงอาราธนาพระครูพรหมเทพาจาร์ย (บุญรอด พรหมเทโว)ซึ่งเป็นพระธรรมยุตนิกายพร้อมทั้งลูกคณะซึ่งอยู่ ณ วัดขุนญวน อันเป็นวัดที่พระองค์เคยเสด็จประทับในสมัยเมื่อทรงผนวช ให้ย้ายมาอยู่วัดเสนาสนารามแต่นั้นมา นับเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ส่วนวัดขุนญวนซึ่งเป็นวัดฝ่ายมหานิกาย ปัจจุบันเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดพรหมนิวาส" ซึ่งถ้าจะคำนวณอายุวัดเสนาสนารามฯ นับตั้งแต่การสร้างพระราชวังจันทรเกษม ตราบถึงการปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 4 จะมีอายุไม่น้อยกว่า 300 ปี และถ้าคิดเริ่มต้นจากการเป็นวัดเสนาสนารามราชวรวิหารถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2552) ก็จะมีอายุถึง 146 ปีนับว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติอันยาวนานวัดหนึ่ง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเก้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดฯให้ขยายเขตวิสุงคามสีมาให้กว้างออกไป แล้วโปรดฯให้สร้างกุฏิหลังละ 4 ห้อง รวม 9 หลัง ลงไว้ในที่นั้นด้วย ภายหลังโปรดฯให้สร้างขึ้นอีก 5 หลัง รวมเป็น 14 หลัง และโปรดให้กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป(พระองค์เจ้าไชยานุชิตต้นสกุล ชยางกูร ณ อยุธยา)เป็นผู้อำนวยการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่และเสนาสนะต่าง ๆ นอกจากนั้นมีเจ้านายและทายกทายิกาผู้มีจิตศรัทธารับสร้าง ปฏิสังขรณ์เสนาสนะในพระอารามเป็นลำดับ ปัจจุบันวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ฝ่ายธรรมยุตนิกาย และมีกฐินพระราชทานเป็นประจำทุกปี  ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 20 ไร่ และมี ธรณีสงฆ์ต่อจากคูวัดไปทิศตะวันตกอีก 80 ไร่เศษ 
     อาณาเขตของวัดเสนาสนารามราชวรวิหาร
ทิศเหนือ ติดที่ราชพัสดุ
ทิศใต้ ติดที่ราชพัสดุ
ทิศตะวันออก ติดพระราชวังจันทรเกษมและเรือนจำ
ทิศตะวันตก ติดวัดราชประดิษฐาน
     ลำดับเจ้าอาวาส
องค์ที่ 1 พระพรหมเทพาจารย์(บุญรอด พรหมเทโว)2406-2424
องค์ที่ 2 พระธรรมราชานุวัตร(ต่าย วารโณ)2425-2441
องค์ที่ 3 พระพรหมเทพาจารย์(กล่ำ เหมโก)2441-2464
องค์ที่ 4 พระญาณดิลก(รอด วราสโย)2464-2465
องค์ที่ 5 พระพรหมเทพาจารย์(เจ๊ก กุสุโม)2465-2478
องค์ที่ 6 พระครูโยคานุกูล(ไสว อมโร)2478-2516
องค์ที่ 7 พระราชเมธากร((หลี สิกขกาโม)2497-2516
องค์ที่ 8 พระเทพสุทธิโมลี(ปาน อิสิญาโณ)2516-2543
องค์ที่ 9 พระราชสุทธิโมลี(พินิจวราจาโร)2544-2552
องค์ที่ 10 พระราชเมธากรกวี(ปญ์ญาโสภโณ)2553-ปัจจุบัน



เข้าชม : 705