[x] ปิดหน้าต่างนี้
   
   กลับหน้าหลัก


 

เส้นทางการคมนาคมตำบลหัวรอ 


คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม เอกสารจากหอหลวง อธิบายถึงภูมิสัณฐานของพระนครศรีอยุธยาเอาไว้ว่า...

“จะกล่าวถึงภูมิลำเนากรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยาราชธานี พระนครตั้งอยู่บนเกาะหนองโสนในประเทศสยาม มีแม่น้ำล้อมรอ บเกาะ เกาะนั้นมีสัณฐานคล้ายสำเภานาวา พระนครนั้นมีนามปรากฏว่า กรุงเทพมหานครบวรทวารวดี ศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์มหาสฐาน...”

เกาะเมืองอยุธยามีแม่น้ำ 3 สายไหลผ่าน คือ 1. แม่น้ำลพบุรีไหลจากทางทิศเหนือ อ้อมไปทางทิศตะวันตก ไปบรรจบแม่น้ำเจ้าพระยาที่แ หลมบ้านป้อม 2. แม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านทางทิศใต้ และ 3. แม่น้ำป่าสักไหลผ่านทางทิศตะวันออกไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาข้างใต้วัดพนัญเชิง

 

โค้งแม่น้ำหน้างวังจันทร์เกษม อยุธยา บริเวณที่เคยมีทำนนบรอ (ภาพและคำอธิบายจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ , “อยุธยา ยศยิ่งฟ้า: ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยาว่าด้วยวิถีชีวิตไพร่ฟ้าข้าไทย” , กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์, 
พ.ศ. 2552, หน้า 255)


ตำนานการสร้างเมืองอยุธยาเล่าไว้ว่า...

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ทรงสร้างพระราชวังเสร็จแล้ว ก็โปรดฯให้ขุดคลองคูเมือง จากแม่น้ำลพบุรีตั้งแต่หัวรอไป จดแหลมบางกะจะเหนือวัดพนัญเชิงเรียกว่า คูขื่อหน้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกาะเมืองอยุธยาถูกแบ่งออกเป็น 2 เกาะ นอกจากนั้น ยังมีการขุ ดคลองใหญ่อีก 6-7 สาย ขนานไปกับคูขื่อหน้า เพื่อใช้เป็นเส้นทางคมนาคมในเมือง และเป็นที่ระบายสิ่งโสโครกจากเมืองลงลำน้ำใหญ่ด้วย
ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกับอยุธยาต่างก็เปรียบเปรยบ้านเมืองแห่งนี้ไว้ว่า 
“งามราวกับเวนิสตะวันออก” ทั้งคลองคูเมืองที่อำนวยความสะดวกให้ผู้คนได้ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมหลัก

ดังที่ 
ลา ลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ได้จดบันทึกเอาไว้ว่า ประเทศนี้เดินทางเรือมาก กว่าทางบก และมีการจัดการระบายน้ำที่ดี เป็นต้น

ส่วนหนึ่งของระบบการจัดการน้ำของกรุงศรีอยุธยาที่ ลา ลูแบร์ กล่าวถึง ยังเหลือเป็นชื่อบ้านนามเมืองอยู่ในปัจจุบันว่า “หัวรอ” หรือ “ทำน บรอ”

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับปี พ.ศ. 2542 ให้ความหมายคำว่า “ทำนบ” กับคำว่า “รอ” ไว้เหมือนกันคือ เป็นสิ่งก่อสร้างเพื่อปิดกั้นหรือชะลอลำน้ำ

โค้งแม่น้ำหน้าวังจันทร์เกษมปัจจุบัน ถ่ายจากพระที่นั่งพิสัยศัลลักษณ์ 
หรือ หอส่องกล้อง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทร์เกษม

โค้งแม่น้ำหน้างวังจันทร์เกษมปัจจุบันที่เคยมีทำนบรออยู่ 
ถ่ายจากท่าน้ำหน้าวัง


หัวรอ หรือทำนบรอนี้อยู่บริเวณหัวมุมเกาะเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้กับพระราชวังจันทร์เกษม (วังหน้าในสมัยอยุธยาสร้างขึ้นส มัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช) และป้อมมหาไชย

เหตุที่ต้องสร้างทำนบเอาไว้บริเวณนี้นั้น 
สุจิตต์ วงษ์เทศ อธิบายไว้ในหนังสืออยุธยายศยิ่งฟ้า ว่า บริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกา ะเมืองอยุธยามีลำน้ำใหญ่อย่างน้อย 2 สาย ไหลมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก สายหนึ่งไหลวกไปเป็นคลองเมืองด้านหนึ่ ง อีกสายหนึ่งไหลตรงลงเป็นคลองเมืองด้านตะวันออก แต่กระแสน้ำมักไหลลงตรงด้านตะวันออกมากกว่าไหลวกไปทางเหนือ ทางราชการจึงต้องสร้างทำนบรอเอาไว้เพื่อเบี่ยงเบน และชะลอกระแสน้ำให้เฉลี่ยไหลไปทั้งสองทางพร้อมกัน

ลักษณะของทำนบรอตามที่เอกสารจากหอหลวงอธิบายไว้เป็นดังนี้

“...ทำนบรอนั้นกว้างสามวา มีช่องกลางแม่น้ำสำหรับเรือใหญ่น้อยไปมาได้ในระหว่างนั้น บนทำนบรอทั้งสองฝั่งมีกระดานปูเป็นพื้น มีลูก ฟูกไม้ห่างศอกหนึ่งเป็นที่ลาดลงมาถึงตลิ่งทั้งสองฟาก ที่กลางนั้นปูกระดานเป็นเหมือนตะพานช้าง ทำนบรอนี้สำหรับสมณพราหมณาจริยอ ณาประชาราษฎร และช้างม้าเกวียนต่างเดินเข้าออกในพระนครต่างเดียว เรียกว่าหัวรอ ที่เชิงลาดตะพานทำนบนั้นมีเจ้าพนักงานกรมพระ นครบาลรักษาอยู่ที่ศาลาเชิงทำนบ ห้ามไม่ให้ช้างม้าเกวียนกระบือต่างโคเดินเลยเป็นอันขาด ยกเว้นไว้แต่ราชการหลวงเท่านั้นเดินได้ แต่มีบาดหมายมาบอกก่อน...”

เอกสารจากหอหลวงยังอธิบายไว้ด้วยว่า...

“ทำนบรอนี้สร้างขึ้นในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช โดยทหารพม่า เนื่องจากในครั้งนั้นพระเจ้ากรุงหงษาวดียกกองทัพมา ทำสงครามล้อมกรุง พวกทหารพม่าก็เอาไม้ตาลโตนดมาปักเป็นทำนบรอ ถมดินทำตะพานเรือก (หมายถึงสะพานชั่วคราวที่ทำด้วยไม้)  ข้ ามแม่น้ำมาทำสงครามล้อมกรุง เมื่อเสร็จสิ้นสงครามแล้วไม่ได้รื้อถอนออกไป ชาวอยุธยาก็ใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเข้ากรุงต่อไปสะดวก แล้วเรียกว่า ตะพานใหญ่”

การที่ผู้คนใช้ทำนบรอเป็นเส้นทางสัญจรไปมาเข้า-ออกเกาะเมืองอย่างสะดวกเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอนคือ ความคึกคักของผู้คน เกิ ดเป็นท่าเรือจ้าง หรือตลาดบริเวณทำนบรอเรียกว่า ตลาดป่าปลาเชิงทำนบรอ อาจเรียกได้ว่าเป็นชุมนุมทางเศรษฐกิจ การค้าแห่งใหม่ของอยุธยา

ชื่อของตลาดก็บอกอยู่แล้วว่าจะซื้อขาย-แลกเปลี่ยนอย่างอื่นไม่ได้นอกจากปลา 

อีกทั้งยังย้ำว่าชื่อ “ป่าปลา” ยิ่งเป็นการขีดเส้นใต้อาไว้ชัดๆ ว่าตลาดแห่งนี้มีปลาขายมากมายหลากหลายชนิดนั่นเอง

ปัจจุบันทำนบรอ หัวรอ ตะพานใหญ่ กระทั่งตลาดป่าปลาเชิงทำนบรอ ไม่เหลือให้เห็นแล้ว

แต่หลักฐานเกี่ยวกับสถานที่ดังกล่าวที่ยังหลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อบ้านนามเมืองของตำบลหัวรอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเท่านั้น



เข้าชม : 300